แม้ว่าทิศทางตัวเลขส่งออกในช่วงต้นปี 2569 จะออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงไม่นิ่งนอนใจต่อความผันผวนของปัจจัยภายนอกประเทศ โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการต้อนรับพันธมิตรในงานเศรษฐกิจว่า ภาพรวมการส่งออกในไตรมาสแรกยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่าง "ทุเรียน" ที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศเฉียด 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการวางหมากแก้เกมล่วงหน้าในการกระจายผลผลิตไซส์เล็กและเร่งระบายสินค้าผ่านด่านชายแดนเพื่อนบ้านอย่างทันท่วงทีในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและไม่อาจไว้วางใจได้ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ากลยุทธ์กระจายความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมๆ บทยุทธศาสตร์นี้เห็นได้ชัดจากกรณีที่การส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดอิรักต้องสะดุดลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง จนทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและเผชิญกับความล่าช้า กระทรวงพาณิชย์จึงแก้เกมด้วยการเร่งเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงทดแทน ทั้งในทวีปแอฟริกาและลาตินอเมริกา เพื่อรักษาเป้าหมายการเติบโตของการส่งออกไทยตลอดทั้งปี

หนึ่งในไม้เด็ดที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างแต้มต่อทางการค้าคือ การเร่งรัดจัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้นำกรอบความตกลงและพิธีสารด้านการค้าสำคัญรวม 5 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย 2 FTA น้องใหม่อย่าง FTA ไทย-เอฟตา (EFTA) และ FTA ไทย-ภูฏาน ซึ่งจะช่วยเปิดประตูบานใหญ่ให้สินค้าไทยเดินทางไปสู่ตลาดพรีเมียมในยุโรปและเอเชียใต้ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับภาระภาษีซ้ำซ้อน

นอกจากกรอบการค้าเสรีใหม่แล้ว รัฐบาลยังได้ยื่นพิจารณาพิธีสารอีก 3 ฉบับเพื่อยกระดับความร่วมมือเดิมให้ทันสมัยและครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้แก่ พิธีสารยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน, พิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ฉบับที่ 2 และพิธีสารแก้ไขความตกลงมาราเกชขององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อบรรจุข้อตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง ซึ่งมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากเกมนวัตกรรมและการแข่งขันในอุตสาหกรรมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงาน นางศุภจีชี้แจงว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงหลังความตึงเครียดระลอกล่าสุดเริ่มคลี่คลาย แต่ภาคธุรกิจและประชาชนอาจยังไม่รู้สึกถึงต้นทุนที่ลดลงในทันที เนื่องจากสินค้าในท้องตลาดส่วนใหญ่ยังมีต้นทุนแฝงสะสมมาจากช่วงที่น้ำมันพุ่งสูง ประกอบกับประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 50 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด ทำให้ราคาขายปลีกภายในประเทศยังคงมีความเปราะบางและต้องใช้เวลาปรับสมดุลอีกระยะ

เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพและอุ้มผู้ประกอบการฐานรากไปพร้อมๆ กัน กระทรวงพาณิชย์จึงได้ขยายผลโครงการช่วยเหลือซับซ้อนอย่าง "ไทยช่วยไทย" ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี สู่โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่ม SMEs และผู้ค้ารายย่อยที่ตบเท้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคผ่านสินค้าลดราคาแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ทำมาค้าขายและสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

กระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า แม้เศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะยังเต็มไปด้วยโจทย์ยากและตัวแปรที่คาดเดาได้ยาก แต่ประเทศไทยมีความพร้อมในการใช้ทุกกลไก ทั้งการเปิดตลาดเชิงรุก การปลดล็อกสิทธิประโยชน์จาก FTA และการเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการในประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกจะยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลักพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางมรสุมการค้าโลก