การขนส่งสินค้าทางอากาศของประเทศจีนกำลังขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีปริมาณการขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ทางอากาศรวมทะลุ 5.073 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากปี 2568 ที่จีนสร้างสถิติประวัติศาสตร์ทุบสถิติขนส่งสินค้าทางอากาศทะลุ 10.172 ล้านตันเป็นครั้งแรก พร้อมอัดฉีดงบประมาณขยายฝูงบินคาร์โกเฉพาะทางเพิ่มเป็น 272 ลำ โดยเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้าลำตัวกว้างระยะไกลถึง 60 ลำ เพื่อรองรับความต้องการของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ต้องการความเร็วขั้นสูงสุด

ยุทธปัจจัยหลักที่ช่วยจุดพลุความต้องการขนส่งทางอากาศ คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยในช่วงครึ่งปีแรก จีนส่งออกเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูงถึง 9.36 ล้านล้านหยวน (ราว 46.8 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63.5% ของมูลค่าส่งออกรวมทั้งประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI มีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสูงถึง 5.13 ล้านล้านหยวน พุ่งขึ้นถึง 56.6% เมื่อบวกกับความต้องการจัดส่งพัสดุอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ทำให้การขนส่งทางอากาศกลายมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ไม่สามารถขาดได้

เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่ทะลักเข้าสู่ระบบ สหพันธ์โลจิสติกส์และการจัดซื้อแห่งประเทศจีนรายงานว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จีนได้เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศใหม่เพิ่มขึ้นถึง 103 เส้นทาง เพิ่มเที่ยวบินไป-กลับรวม 229 เที่ยวต่อสัปดาห์ ที่น่าสนใจคือ ทิศทางการขยายเส้นทางส่วนใหญ่มุ่งเน้นมายังภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับหนึ่ง สูงถึง 51 เส้นทาง หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของเส้นทางใหม่ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและอาเซียนมากที่สุด

ในส่วนของประเทศไทยและอาเซียน ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเพิ่มเที่ยวบินตรงคาร์โกเพื่อเชื่อมโยงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เส้นทางกว่างโจว-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 3 เที่ยว), หนานหนิง-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 4 เที่ยว) และเส้นทางเซี่ยเหมิน-กรุงเทพฯ (สัปดาห์ละ 2 เที่ยว) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าโดยเครื่องบินคาร์โกเฉพาะทางตรงจากมณฑลฝูเจี้ยนมายังประเทศไทย ช่วยทลายข้อจำกัดด้านเวลาและเชื่อมต่อสองตลาดเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการเพิ่มฝูงบินและเส้นทางบินแล้ว จีนยังเร่งผ่าตัดยกระดับโครงสร้างพื้นฐานศูนย์กลางการขนส่ง (Hub) ท่าอากาศยานเซี่ยงไฮ้ผู่ตงยังคงทำหน้าที่เป็นประตูหลัก โดยจัดการสินค้าต่างประเทศไปแล้วกว่า 1.655 ล้านตัน ในขณะที่ท่าอากาศยานเอ้อโจวฮวาหู ซึ่งเป็นฮับขนส่งสินค้าเฉพาะทาง ได้เปิดคลังสินค้าระหว่างประเทศแห่งใหม่เพิ่มศักยภาพการรองรับอีก 600,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ปริมาณสินค้าต่างประเทศที่ผ่านฮับแห่งนี้โตกระฉูดขึ้นถึง 138.5%

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเมินว่า การที่จีนเปิดเส้นทางบินตรงคาร์โกมายังไทยมากขึ้น ถือเป็น "โอกาสทอง" สำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและอาหารสดที่เน่าเสียง่าย เช่น ทุเรียนสด มังคุด และอาหารทะเล ซึ่งต้องการรักษาความสดใหม่และส่งตรงถึงมือผู้บริโภคชาวจีนในเมืองระดับรองได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สคต. เซี่ยเหมิน ได้ออกข้อเตือนใจว่า แม้การขนส่งทางอากาศจะให้ความเร็วสูงสุดในการเจาะตลาด แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนค่าระวางที่สูงกว่าทางเรือและทางรถอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องคำนวณเปรียบเทียบระหว่างต้นทุนการขนส่ง ระยะเวลาในการเดินทาง และมูลค่าเพิ่มของตัวสินค้าอย่างรอบคอบ เพื่อเลือกใช้รูปแบบโลจิสติกส์ที่สร้างกำไรสูงสุดและกอบโกยโอกาสจากคลื่นการขยายตัวทางการบินของจีนในครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน