InnovestX ปรับเพิ่มจีดีพีปี 2569 แต่เตือน SET ใกล้โซนตึงตัว ระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น
InnovestX ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 1.7% จากเดิม 1.4% ภายหลังพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นและช่วยหนุนความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาครัฐถูกปรับเพิ่มเป็นเติบโต 4.4% จาก 1.2% จากแนวโน้มการเบิกจ่ายที่ราบรื่นขึ้นและโครงการขนาดใหญ่มีโอกาสเดินหน้าเร็วขึ้นภายใต้รัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับเป็นขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดหดตัว -1.3% จากความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว รวมถึงแรงสนับสนุนจากนโยบาย Thailand FastPass และผลของโครงการรัฐที่ก่อให้เกิด Crowding-in effect ส่วนการบริโภคภาคเอกชนปรับเพิ่มเป็น 2.0% จาก 0.7% จากมาตรการกระตุ้นและ sentiment ทางการเมืองที่ดีขึ้น

ด้านนโยบายการเงิน InnovestX ยังคงประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% สู่ระดับ 0.75% ภายในสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่อาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาดเพิ่มสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ขณะที่รายงานการประชุมของ Federal Reserve มีท่าทีค่อนข้างตึงตัว สะท้อนมุมมองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้งในปีนี้ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2 ครั้ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยสนับสนุนมาจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากแรงหนุนของเทคโนโลยี AI เงินเฟ้อที่ยังเหนียวจากผลของมาตรการภาษีและนโยบาย reshoring รวมถึงระดับการขาดดุลการคลังที่สูงซึ่งดัน term premium เพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX มองว่าดัชนีมีโอกาสพักฐานในระยะสั้นก่อนเดินหน้าต่อในกรอบ 1,450–1,500 จุด แม้ Fund Flow ยังเป็นแรงหนุน แต่ดัชนีได้ตอบรับข่าวดีด้านเสถียรภาพการเมืองไปในระดับหนึ่งแล้ว ระดับดัชนีที่เข้าใกล้ 1,500 จุดทำให้ค่า PER ปี 2569 ขยับเข้าใกล้ 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จึงทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัด และต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นเพื่อลดความตึงตัวของ Valuation

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของหุ้นกลุ่ม Real Sector ซึ่งอาจเห็นแรงเก็งกำไรในหุ้นที่กำไรออกมาดีหรือมีเงินปันผลโดดเด่น รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำ “Selective Buy” โดยรอจังหวะดัชนีย่อตัวลงใกล้แนวรับ 1,450 และ 1,420 จุด เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งกลุ่มที่กำไรไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หุ้นปันผลสูงที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดในระยะสั้น หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและมีโอกาสรับแรง Flow หมุน รวมถึงหุ้นที่มีสถานะขายชอร์ตสะสมสูงและเริ่มเห็นสัญญาณ Cover Short ขณะที่กลุ่มที่อาจได้อานิสงส์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคแกนนำรัฐบาลและหุ้นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นอีกธีมที่น่าจับตา

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ระดับมูลค่าตลาดที่เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวทำให้การขึ้นต่ออาจไม่ราบรื่น การลงทุนในช่วงนี้จึงควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัวและบริหารจังหวะเข้าซื้ออย่างระมัดระวังมากกว่าการไล่ราคาในภาวะตลาดใกล้แนวต้านสำคัญ